:: แนะนำ classifiedthai.com ให้เพื่อนคุณ ::
ติดต่อเรา   ช่วยเหลือ
      
 

แนะนำ classifiedthai.com
ให้เพื่อนคุณ

Username : Password : ลืมรหัสผ่าน?
 
บทความสำหรับ SME
 
การจัดการโครงสร้างองค์กรเพื่อธุรกิจ SMEs
  [4188]
 
 
เริ่ม -- -- ---- ถึง -- -- ----
 
การจัดการโครงสร้างองค์กรเพื่อธุรกิจ SMEs

ธุรกิจหลายรายประสบปัญหาทางการบริหารอย่างมาก โดยเฉพาะปัญหาในการบริหารคน ซึ่งกลายเป็นปัญหาที่หาจุดจบไม่ได้ แท้จริงแล้วต้นตอที่สำคัญของปัญหาที่คนทำงานแล้วมีปัญหา มักเกิดจากการจัดองค์กรที่ไม่เหมาะสมนั่นเอง เพราะการจัดองค์กรเป็นพื้นฐานของการจัดรูปแบบขององค์กรว่าจะให้ทำงานอย่างไร เชื่อมต่อโครงข่ายการทำงานกันอย่างไร และจะให้คนที่เลือกเข้ามาทำงาน ทำงานกันอย่างไรบ้างนั่นเอง ดังนั้นการจัดองค์กรจึงเป็นงานอย่างหนึ่งที่ผู้บริหารควรให้ความสำคัญ และละเอียดรอบครอบ ต้องให้ความสนใจเป็นอย่างยิ่งที่จะจัดสรร สรรสร้างองค์กรขึ้นมาอย่างพิถีพิถัน และพิจารณาอย่างละเอียดถี่ถ้วนดีแล้ว จึงนำมาใช้ต่อไปในที่นี้จะขอกล่าวถึงพื้นฐานการจัดโครงสร้างองค์กรเพื่อธุรกิจ SMEsที่ผู้บริหารควรตระหนัก

วัตถุประสงค์ในการจัดโครงสร้างองค์กร

ก่อนอื่นผู้บริหารพึงเห็นถึงความสำคัญของการจัดโครงสร้างองค์กรก่อนว่า จัดโครงสร้างองค์กรขึ้นเพื่ออะไร ที่จริงแล้วกิจการทั่วไปจะมีวัตถุประสงค์ในการจัดโครงสร้างองค์กรดังนี้
1. เพื่อแบ่งงานกันทำโดยแยกออกเป็นแต่ละงาน แต่ละแผนกหรือหน่วยงานตามความเหมาะสม
2. เพื่อมอบหมายงานและความรับผิดชอบให้แต่ละคน ทำตามความรู้ ความสามารถ ความถนัด ของแต่ละคน
3. เพื่อประสานงานต่างๆ ให้ดำเนินไปอย่างสอดคล้องกัน ตลอดทั้งองค์การตั้งแต่เริ่มต้นจนกระทั่งงานแล้วเสร็จออกมา
4. เพื่อจัดงานออกเป็นกลุ่มๆ แต่ละกลุ่มจัดตั้งขึ้นเป็นหน่วยงาน หรือแผนกงาน โดยเกณฑ์อย่างใดอย่างหนึ่ง
5. เพื่อกำหนดความสัมพันธ์ระหว่าบุคคล ระหว่างกลุ่มคน และระหว่างหน่วยงาน หรือแผนกงาน
6. เพื่อกำหนดสายการบังคับบัญชาอย่างเป็นทางการตลอดทั้งองค์การ
7. เพื่อจัดสรรการใช้ทรัพยากรขององค์การอย่างมีประสิทธิภาพ และก่อให้เกิดประสิทธิผลสูงสุด

ผู้บริหารควรจะจัดองค์การที่ทำให้คนทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ และประสิทธิผล ขณะเดียวกันก็ทำให้บรรลุเป้าหมายองค์การด้วย ความยากลำบากของผู้บริหารก็คือ การที่จะต้องนำเอาปัจจัย 2 อย่างที่เป็นพื้นฐานในการจัดองค์การมาผสมผสานกันอย่างเหมาะสม ปัจจัย 2 อย่างคือ การรวมกัน (integration) ของความแตกต่างกัน (differentiation) เข้าด้วยกันอย่างสอดคล้องกัน เพื่อก่อให้เกิดผลงานสูงสุดตามวัตถุประสงค์ขององค์การ

ความแตกต่างกัน
ความแตกต่างกัน ได้แก่ความแตกต่างในเรื่องของการทำงาน การใช้ทักษะ วิธีการทำงาน ความคิดของคน เป้าหมายในการทำงาน โครงสร้างของงานและค่านิยมของคนที่ปฏิบัติงาน อาจจะแตกต่างกันในแง่ของคนทำงาน หรือในแง่ของหน่วยงาน เช่นฝ่ายการตลาดคิดเห็นต่างกับฝ่ายผลิตในเรื่องผลิตภัณฑ์ที่จะผลิตขึ้น เป็นต้น ส่วนใหญ่เราจะพบความแตกต่างในเรื่องต่างๆ ดังนี้
1. แตกต่างในเรื่องของระยะเวลาของการทำงาน
2. แตกต่างกันในเรื่องวัตถุประสงค์ของการทำงาน
3. แตกต่างกันในเรื่องของบุคคลที่มีแนวคิดต่างกัน
4. แตกต่างกันวิธีการบังคับบัญชาตามโครงสร้าง
ความแตกต่างอาจมีมากน้อยแล้วแต่ประเภทของธุรกิจว่าเป็นธุรกิจที่ต้องการความเชี่ยวชาญมากหรือน้อย คือองค์การที่มีสภาพแวดล้อมยุ่งยามซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงเร็ว ความแตกต่างก็มีสูงมากเมื่อเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่วนองค์กรที่มีสภาพแวดล้อมเปลี่ยนแปลงน้อยและสภาพแวดล้อมไม่ยุ่งยามซับซ้อนมากนักก็จะมีความแตกต่างน้อย
การรวมกัน ในขณะที่มีความแตกต่างกันภายในองค์การ ผู้บริหารก็จะต้องพยายามรวมความแตกต่างเหล่านั้นให้เข้ากันให้ได้ ด้วยการประสานความต่างเหล่านั้นให้เข้ากันอย่างสอดคล้องกันและดำเนินงานไปด้วยกันได้ ความเชี่ยวชาญหรือทักษะในการทำงานของคนในองค์การไม่ใช่ว่าจะปล่อยให้ทำกันอย่างอิสระหรือต่างคนต่างทำโดยไม่พึ่งพากัน เพราะอย่างไรเสียก็ต้องมีความสัมพันธ์และประสานงานกัน เพื่อให้ปฏิบัติงานร่วมกันโดยตลอดทั้งองค์การเป็นไปด้วยดี

การกำหนดโครงสร้างองค์การโดยทั่วไป
สำหรับการกำหนดโครงสร้างองค์การโดยทั่วไป มีพื้นฐานวิธีการขั้นตอนดังนี้
1. เริ่มต้นด้วยต้องแยกแยะแจกแจงระบุออกมาให้ได้ก่อนว่าในองค์การ มีงานอะไรต้องทำบ้าง ตั้งแต่เริ่มต้น จนผลงานสำเร็จ
2. พิจารณาต่อไปว่างานที่เกิดขึ้นเหล่านั้น มีงานใดเหมือน หรืองานใดต่างกันบ้าง แล้วนำมาจัดกลุ่มงาน งานที่เหมือนกันคล้ายกันที่สามารถเชื่อมโยงอยู่ด้วยกันได้ให้จัดไว้เป็นกลุ่มเดียวกัน ส่วนงานที่ต่างกัน ไม่เกี่ยวกันก็จับไว้คนละกลุ่มกัน ก็จะเกิดเป็นหน่วยงานแผนกงานเกิดขึ้น ดังนั้นหากพบว่ามีงานแตกต่างกันกี่กลุ่มก็จะมีจำนวนแผนกงานหน่วยงานจำนวนเท่านั้น เราก็จะได้โครงสร้างองค์การในแนวราบเกิดขึ้น
3. นำหน่วยงานที่แตกต่างในแนวราบมาพิจารณาต่อ ว่าในแต่ละหน่วยงานเหล่านั้นควรมีขั้นการบังคับบัญชากี่ขั้น ซึ่งมีหลักในการพิจารณาคือ
3.1 งานซับซ้อนมากหรือน้อย ถ้างานซับซ้อนมาก สายการบังคับบัญชาก็ควรมีหลายชั้นเพื่อช่วยกลั่นกรองงาน ถ้างานซับซ้อนน้อย สายการบังคับบัญชาก็ไม่จำเป็นต้องมีหลายชั้นมาก
3.2 ปริมาณงานมากหรือน้อย ถ้างานปริมาณมากสายการบังคับบัญชาก็ควรมีหลายชั้นเพื่อช่วยกระจายงานและควบคุมดูแลงาน ถ้างานปริมาณน้อยสายการบังคับบัญชาก็ไม่จำเป็นต้องมีหลายชั้นมาก
3.3 จำนวนคนทำงานมากหรือน้อย ถ้ามีคนจำนวนมากสายการบังคับบัญชาก็ควรมีหลายชั้นเพื่อช่วยในการดูแลควบคุมการทำงาน ถ้าคนจำนวนน้อยก็ไม่จำเป็นต้องมีหลายชั้น
จะเห็นว่าสายการบังคับบัญชาที่เกิดขึ้นนั้นจะกลายเป็นโครงสร้างองค์การในแนวดิ่งนั่นเอง ที่จะเป็นตัวบ่งชี้ว่าใครเป็นเจ้านายใครเป็นลูกน้อง ใครต้องทำงานตามคำสั่งใคร ใครจะต้องรายงานผลการทำงานต่อใครบ้าง หรือใครจะมีอำนาจสั่งการและควบคุมใครกันบ้าง
อย่างไรก็ตามตามหลักทฤษฎีแล้วการจัดแบ่งแผนกงานนั้น ยังใช้เกณฑ์ได้หลายแบบในการแบ่งโครงสร้างแนวราบ ได้แก่
1. การจัดแบ่งแผนกตามหน้าที่ (Functional Departmentation) เป็นวิธีการที่นิยมใช้กันมากที่สุด โดยจัดตามหน้าที่งานที่ทำ
2. การจัดแบ่งแผนกตามผลิตภัณฑ์ (Production Departmentation) เป็นวิธีการที่จัดแผนกงานตามประเภทของผลิตภัณฑ์ที่ขายหรือที่ผลิต
3. การจัดแบ่งแผนกตามพื้นที่ (Geographical Departmentation)
4. การจัดแบ่งแผนกตามกระบวนการหรืออุปกรณ์ (Process or Euipment Dpartmentation)
5. การจัดแบ่งแผนกตามลูกค้า (Customer Dpartmentation) คือลูกค้าที่ต้องการสินค้าเดียวกันจะอยู่ในแผนกเดียวกัน

ซึ่งผู้บริหารก็ต้องพิจารณาตามความเหมาะสมของลักษณะของธุรกิจว่าควรจะใช้วิธีการจัดแผนกงานแบบใดจึงจะเอื้อประโยชน์ต่อความสะดวกในการทำงานขององค์การมากที่สุด
หลังจากที่มีการจัดโครงสร้างได้ทั้งแนวราบและแนวดิ่งแล้ว ผู้บริหารต้องสามารถระบุถึงตำแหน่งต่างๆ ที่อยู่ในโครงสร้างองค์การให้ชัดเจน ว่าในแต่ละแผนกที่มีการบังคับบัญชากันนั้น มีตำแหน่งอะไรซ้อนกันอยู่บ้าง เพื่อที่จะได้นำไประบุบทบาทหน้าที่สำหรับแต่ละตำแหน่งเหล่านั้นให้ครอบคลุมงานในความรับผิดชอบ และยังจะต้องนำไปลงรายละเอียดเกี่ยวกับคุณสมบัติของบุคคลที่เหมาะสมกับการทำงานในตำแหน่งนั้นต่อไป

นอกจากนี้การกำหนดรูปแบบและขนาดของโครงสร้างองค์การผู้บริหารยังต้องตระหนักถึงความสามารถในการควบคุม (Span of control) ด้วย ซึ่งโดยทั่วไป ในงานบริหารระดับสูงไม่ควรมีลูกน้องติดตัวเกินกว่า 9 คน ส่วนผู้บริหารระดับกลางระดับล่างก็ไม่ควรมีลูกน้องเกิน 25-30 คน เพราะจำนวนลูกน้องที่มากขึ้นหมายถึงประสิทธิภาพการควบคุมที่ลดลงนั่นเอง
โดยทั่วไปแล้วโครงสร้างองค์กรที่เราพบในโลกของการดำเนินธุรกิจในปัจจุบันก็มีอยู่หลายรูปแบบ ซึ่งผู้บริหารก็ต้องพิจารณาเลือกใช้ตามความเหมาะสมขององค์กรธุรกิจของตน ได้แก่
1.โครงสร้างตามหน้าที่ ซึ่งเป็นโครงสร้างที่รวมคนที่มีทักษะในการทำงานอย่างเดียวกันอยู่ในหน่วยงานเดียวกัน
2. โครงสร้างตามหน่วยงาน ซึ่งเป็นโครงสร้างที่รวมคนที่มีทักษะในการทำงานแตกต่างกันมาอยู่ในหน่วยงานเดียวกัน
3. โครงสร้างแบบผสม ซึ่งเป็นโครงสร้างที่รวมโครงสร้างแบบตามหน้าที่และโครงสร้าง
ตามหน่วยงานไว้ด้วยกัน
4. โครงสร้างแบบแมททริกซ์ ซึ่งเป็นการจัดองค์กรโดยใช้ทีมทำงานทับซ้อนหน้าที่และหน่วยงานต่างๆ ขององค์กร คือมีนายสองคนที่ต้องรับคำสั่งและรายงาน

พร้อมกันนี้การจัดการโครงสร้างองค์การยังต้องพิจารณาเรื่อง ความสมดุลของการรวมอำนาจกับการกระจายอำนาจด้วย (Centralization and Decentralization) เพราะการรวมอำนาจหมายถึงการที่อำนาจการตัดสินใจรวมอยู่ที่ผู้บริหารระดับสูงเพียงคนเดียวหรือเพียงไม่กี่คนเท่านั้น ซึ่งแม้จะทำให้ควบคุมง่าย การตัดสินใจชัดเจนเป็นเอกภาพ แต่ก็อาจทำให้เกิดความล่าช้าและเกิดความคิดที่แคบโน้มเอียงไปในแนวทางที่ผู้บริหารท่านนั้นชอบเท่านั้น ซึ่งจัดว่าเป็นอันตรายไม่น้อยกับการขาดความคิดที่หลากหลายในการดำเนินธุรกิจ อีกทั้งยังอาจทำให้พลาดความคิดดีๆ จากคนอื่นๆ ไป ส่วนการกระจายอำนาจก็หมายถึงการแบ่งสรรอำนาจการตัดสินใจต่างๆ ให้กระจายไปอยู่ในมือหลายๆ คนที่สมควรมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ เพื่อแสวงหาจุดที่เหมาะสมในการตัดสินใจจากคนหลายๆ คนร่วมกันคิด ช่วยกันตัดสินใจบนแนวทางที่สมควรที่สุด เป็นการเปิดกว้างทางความคิด ให้เกิดความหลากหลายและมีการรับฟังความคิดเห็นจากบุคคลอื่นด้วยก่อนที่จะตัดสินใจ อีกทั้งยังช่วยให้การดำเนินงานเป็นไปได้โดยง่ายเพราะผู้ที่เกี่ยวข้องในการปฏิบัติมีส่วนร่วมรู้เห็นในแนวทางต่างๆ มาก่อนแล้วตั้งแต่ต้น แต่อาจจะล่าช้าอยู่บ้างในขั้นตอนการตัดสินใจ

ดังนั้นจะเห็นว่าผู้บริหารจะต้องพิจารณาเป็นเรื่องๆ ไปว่า งานใดควรใช้การรวมอำนาจ งานใดควรกระจายอำนาจบ้าง เพื่อความเหมาะสมในการใช้งาน ทั้งนี้ต้องให้เกิดความสมดุลที่สุด ไม่รวมอำนาจมากเกินไปและไม่กระจายอำนาจมากเกินไป จึงจะทำให้เกิดความสมบูรณ์ในการดำเนินงาน

สุดท้ายการจัดโครงสร้างองค์การยังครอบคลุมถึงการมอบหมายงานด้วย ซึ่งเป็นการมอบหมายงานให้ผู้บริหารระดับล่างใช้อำนาจตัดสินใจในระดับหนึ่ง มากหรือน้อย แล้วแต่ผู้บริหารระดับสูงจะเห็นสมควร แต่อำนาจบางอย่างก็อาจเก็บไว้กับตัวเอง การมอบหมายงานเป็นส่วนสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงการกระจายอำนาจว่าประสบความสำเร็จเพียงใด ซึ่งการมอบหมายงานจะประสบความสำเร็จมากเพียงใดก็ขึ้นอยู่กับวิธีการมอบหมายงานว่าผู้บริหารสามารถเลือกใช้ได้อย่างเหมาะสมหรือไม่

ตามปกติงานที่มอบหมายให้ลูกน้องทำมักจะเป็นงานประจำหรืองานที่เกิดขึ้นในลักษณะซ้ำๆ กันแต่ข้อที่ควรพิจารณาคือผู้บริหารควรมอบหมายงานที่ตนเองทำได้ดี หรือมีความชำนาญอยู่แล้ว และเก็บงานที่ตนเองทำได้ไม่ค่อยดี หรือยังไม่ชำนาญไว้เพื่อเป็นประโยชน์ในการพัฒนาตนเอง วิธีการที่สำคัญที่ผู้บริหารควรทำเมื่อมอบหมายไปแล้วคือ
• หากผู้บริหารได้มอบอำนาจในการตัดสินใจเรื่องใดเรื่องหนึ่งไปแล้ว ผู้บริหารต้องไม่ตัดสินใจในเรื่องนั้นอีกเลย แต่อาจช่วยหากผู้ได้รับมอบหมายงานมาขอให้ช่วย ไม่ควรตัดสินใจให้ ควรเป็นลักษณะให้คำปรึกษาและให้ผู้ได้รับมอบหมายเป็นผู้ตัดสินใจเอง
• หากผู้ที่ได้รับหมายมาขอคำปรึกษา แนะนำ หรือถามปัญหา ผู้บริหารต้องไม่ตอบหรือบอกข้อเสนอแนะตรงๆ แต่ควรช่วยเขาคิดวิธีการแก้ปัญหา เพื่อให้เขากลับไปตัดสินใจแก้ปัญหาด้วยตัวเองในภายหลัง
• พยายามอย่าเปลี่ยนแปลงการตัดสินใจหรือคำสั่งของผู้ที่ได้รับมอบหมายงานไปแล้ว ยกเว้นในสถานการณ์วิกฤติหรือมีความจำเป็นจริงๆ หากเกิดกรณีเช่นนั้นผู้บริหารต้องบอกหรือขอให้ผู้ที่ได้รับมอบหมายนั้นเป็นผู้เปลี่ยนแปลงการตัดสินใจนั้น
• ผู้บริหารต้องยืนอยู่ข้างเดียวกับผู้ที่ได้รับมอบหมายอำนาจ คือเมื่อเขาได้ตัดสินใจงานที่ได้รับมอบหมายไปอย่างใดแล้ว ก็ต้องให้เกียรติสนับสนุนหรือยอมรับในการตัดสินใจนั้น
• ผู้บริหารพึงระลึกไว้ว่าหากได้รับมอบหมายเกิดทำงานผิดพลาดหรือทำงานไม่ประสบความสำเร็จ ผู้บริหารต้องได้รับคำตำหนินั้นด้วยเสมอ เพราะเป็นความผิดของผู้บริหารที่เลือกคนทำงานผิด เมื่อเขาทำงานพลาดก็ต้องลองให้โอกาสเขาต่อไปอีก แต่ต้องมอบหมายงานที่เบากว่า หรือมีความรับผิดชอบน้อยกว่าเดิม เพื่อจะได้ดูขีดความสามารถของผู้ได้รับมอบหมายและงานที่เหมาะสมกับแต่ละคน ผู้ปฏิบัติงานแต่ละคนควรมีโอกาสที่จะพัฒนาและได้รับความก้าวหน้าโดยเท่าเทียมกันในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งขององค์กร ผู้บริหารควรให้โอกาสแต่ละคนได้แสดงความสามารถหรือหาข้อดีข้อเสียเพื่อสร้างขวัญกำลังใจในการทำงาน
• หากผู้ที่ได้รับมอบหมายงานทำงานผิดพลาด ผู้บริหารควรจะต้องให้กำลังใจก่อนการตำหนิเพราะการทำผิดของคนนั้นมองเห็นได้ง่ายกว่าการทำถูกอยู่แล้ว จงอย่าด่วนตำหนิโดยเฉพาะในสถานการณ์ที่มองไม่เห็นหรือผิดปกติที่อาจเกิดขึ้นได้เสมอ
• ผู้บริหารพึงตระหนักไว้ว่าความรับผิดชอบขั้นสุดท้ายเป็นของท่านเอง แม้ว่าผู้ได้รับมอบหมายจะรับผิดชอบ โดยตรงต่อท่าน แต่ท่านก็ต้องรับผิดชอบต่อผู้บริหารระดับสูงขึ้นไปอีก ดังนั้นให้ระลึกเสมอว่างานนั้นมอบหมายได้แต่ความรับผิดชอบนั้นมอบหมายไม่ได้
• การมอบหมายงานควรเป็นการมอบหมายที่มุ่งในผลงานไม่ใช่มุ่งในกิจกรรมที่ทำเท่านั้น และเมื่อมอบหมายงานแล้วผู้บริหารก็ควรให้อิสระแก่ผู้ที่รับมอบหมายที่จะได้เลือกวิธีการทำงานของตนเองได้
• หากเป็นไปได้ผู้บริหารควรมอบหมายงานทั้งโครงการให้กับคนๆ เดียวทำดีกว่าการแบ่งแยกงานภายในโครงการหรืองานภายในงานเดียวกันให้หลายๆ คนทำ ทั้งนี้เพื่อให้คนทำสามารถใช้ความรับผิดชอบของตนเองได้อย่างเต็มที่ ซึ่งผู้รับมอบหมายงานอาจแบ่งงานเป็นส่วนๆ ให้คนอื่นทำต่อไปได้ แต่ความรับผิดชอบทั้งหมดยังคงเป็นของผู้รับมอบหมายทั้งงาน

กล่าวโดยสรุปโครงสร้างองค์กรที่เหมาะสมกับ SMEs ในปัจจุบันต้องเป็นโครงสร้างที่รวมอำนาจและกระจายอำนาจอย่างสมดุล และสามารถปรับเปลี่ยนยืดหยุ่นได้บ้างตามความจำเป็นโดยมุ่งเป้าไปที่ความสำเร็จในผลงานและความสุขของคนที่ทำงานด้วย


ที่มา : semsmart.is.in.th
 
 
 
แบ่งปัน
 
 
โดยคุณ : demonkan04        วันที่สร้าง : 1 มิ.ย. 2553  10:12:01
 
ส่งบทความนี้ให้เพื่อน  
 
 
ขอให้ทุกคนช่วย post บทความ จาก ประสบการณ์ หรือ ที่พบเห็นมา เพื่อ เป็น วิทยาทาน แก่ส่วนรวม
วิทยาทาน เป็น ทานอันยิ่งใหญ่ ช่วยให้ผู้อื่น มี สติ ปัญญา มีกำลังใจ ในการดำเนินชีวิต บุญกุศลจะทำให้เรามีแต่ความสุข ความเจริญ
*หมายเหตุ กรณีที่นำบทความผู้อื่นมาลง กรุณา ให้เกียรติแก่เจ้าของบทความ โดย แจ้ง ชื่อ หรือ แหล่งที่มาของบทความด้วย
ต้องการ post บทความ คลิก ที่นี่
 ขอบคุณค่ะ
 
 
ประเด็นร้อน
No.   ความคิดเห็น โดย คนอ่าน วันที่สร้าง
1 น่าสนใจมาก และสามารถนำไปปรับใช้งานได้ดี ... ben [ 18 ] 31 ม.ค. 2554
 
 
ร่วมแสดงความคิดเห็น
  ข่าวที่ร่วมแสดงความคิดเห็น :  
  ข้อความ :    *
  ชื่อ :    *
  อีเมล์ :  
  รหัส :  
  กรอกรหัส :    *
   
 
 
 
 
 
รวมความคิดเห็น 10 อันดับล่าสุด
ความคิดเห็น โดย
ร้อย.บก.
Mr Wany
นาง สาว
DED
Mr. Zhan
คนนั้นๆ
นาง รอฮี
TRUST FU
แทนไท
ขจรยุทธ
 
 
 

 
 
 
 
 
 
 
บทความสำหรับ SME
การบริหารร้านค้า SMEs
คำแนะนำก่อนการ กู้เงิน หรือ ขอสินเชื่อเพื่อที่อย
การวางแผนการตลาด เขียนแผนการตลาด กลยุทธ์การตลาด
จัดทำแผนธุรกิจ สำหรับ SMEs
10 ข้อพึงระวังสำหรับแผนธุรกิจ
'HOME Renovation Center' รับซ่อมบ้านครบวงจรกว่า
ช่วยระบายสินค้าค้างสต๊อก
กระปุกออมสินแบบใหม่ สอนเด็กๆ เก็บเงิน
คลังเสนอ ครม.25 พ.ค.ขยายวงเงินกู้ช่วย SMEs เป็น
แผ่นป้ายทะเบียนพิเศษ สำหรับรถที่เป็นมิตรกับสิ่งแ
สสว. เตรียมจัดอีเว้นท์ "ราชประสงค์สัญจร"
รู้ทัน...ธุรกิจเครือข่าย
การบริหารความเสี่ยงของธุรกิจ
บสย.จับมือ 7 แบงก์ ผ่อนค่าธรรมเนียมค้ำสินเชื่อ S
แปลงโฉมกะลามะพร้าว ใส่ดีไซน์เนรมิตโคมไฟหรู
สสว.เดินหน้าแผนหนุน 3 จว.ชายแดนเลี้ยงไก่เบตงเปิด
CEMP บ่มเพาะธุรกิจ คิดสร้างสรรค์
10 สินค้ามาแรงสำหรับผู้ประกอบการยุคใหม
แปลกเเต่จริง ร้าน E commerce บางร้าน ทำไมทำตัวเอ
เพ้นต์โลงศพ รังสรรค์งานศิลปะ สร้างธุรกิจหลังความ


ClassifiedThai :  คนหางาน  บริษัทหาคน  เปิดร้านขายสินค้า  ฝากขาย  ข่าวสาร  บทความ  สมัครสมาชิก
Job :  หางานทำ  
Market :  กล้อง / อุปกรณ์ถ่ายภาพ  การเงิน  การศึกษา  กีฬา  เกม/ ของเล่น  ของที่ระลึก  ขายตรง/ อาหารเสริม  ขายส่ง/ เซ้งกิจการ  
  เครื่องใช้ไฟฟ้า  เครื่องมือ/ อุตสาหกรรม  ดนตรี  ต้นไม้/ สัตว์เลี้ยง  ท่องเที่ยว  บริการทั่วไป  เฟอร์นิเจอร์/ ก่อสร้างและตกแต่ง  ขายรถเบนซ์มือสอง ทาวน์โฮม
  ภาพยนตร์/ เพลง  แม่และเด็ก/ สุขภาพยานพาหนะ  ศิลปะ/ ของสะสม  หนังสือ  อสังหาริมทรัพย์  อาหาร  อื่น ๆ  อุปกรณ์สำนักงาน  อุปกรณ์สื่อสาร
Other :  โปรโมทเว็บ   คาร์ซีท   เด็กหลอดแก้ว   กล้องวงจรปิด   fingersacn   CCTV   นิทรรศการ   มีบุตรยาก   notebook   โน้คบุ๊ค   เครื่องทำน้ำร้อนพลังงานแสงอาทิตย์   Video conference  
กระทู้ที่ 13944